<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>85435</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/2020 01:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จัดการปัญหาสร้างหนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างที่ทราบในปัจจุบันภาวะหนี้ครัวเรือนของไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของสำนักงานสถิติแห่งชาติ แนวโน้มของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อรายได้ครัวเรือนมีการขยายตัวที่ต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยหนี้สินเฉลี่ยของครัวเรือนไทย (เฉพาะครัวเรือนที่มีหนี้) ในปี 2562 อยู่ที่ 3.6 แสนบาทต่อครัวเรือน ขยายตัวเฉลี่ยปีละ 5.1% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่สูงกว่ารายได้ของครัวเรือน (ขยายตัวเฉลี่ยปีละ 3.3%) ทำให้สัดส่วนหนี้ต่อรายได้ทั้งปีของครัวเรือนเพิ่มขึ้นมาเป็น 98.6% ในปี 2562 จาก 83.2% ในปี 2552
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ตัวเลขธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ระบุว่า &amp;nbsp;สัดส่วนของหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีสูงขึ้นไปอยู่ที่ 84% จากที่เคยอยู่ที่ 80%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และปัญหานี้ก็กลายเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะครัวเรือนไทยจำนวนไม่น้อยมีความเปราะบางจากภาระหนี้ต่อเดือนที่สูง และหากจัดการไม่ดีจะยิ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคมระยะยาว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยจากข้อมูลของ EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ที่นำ Machine Learning มาวิเคราะห์ข้อมูลหนี้ครัวเรือนในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา พบว่า ครัวเรือนไทยโดยเฉลี่ยมีรายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ต่อรายได้ในแต่ละเดือน (Debt Service Ratio หรือ DSR) อยู่ที่ 23.5% ซึ่งส่วนใหญ่กว่า 53.4% ของการชำระหนี้ต่อเดือนเป็นการชำระหนี้เพื่อการบริโภค (รวมยานพาหนะ) และรองลงมาเป็นการชำระหนี้เพื่อที่อยู่อาศัยซึ่งมีสัดส่วนที่ 18.8%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ พบว่ากลุ่มครัวเรือนที่มีภาระหนี้ต่อเดือนมากที่สุด 15% แรกของครัวเรือนกลุ่มที่มีหนี้ หรือจำนวนราว 1.5 ล้านครัวเรือน พบว่าครัวเรือนกลุ่มนี้เริ่มมีความเสี่ยงเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญต่อการประสบปัญหาทางการเงิน เช่น การผิดนัดชำระหนี้ หรือการที่ไม่สามารถชำระค่าสาธารณูปโภคได้ตรงกำหนด เป็นต้น โดยครัวเรือนที่เป็นกลุ่มเปราะบาง มี DSR เฉลี่ยถึง 75.4% ซึ่งนับเป็นสัดส่วนที่สูงมาก เพราะนั่นหมายความว่าครัวเรือนกลุ่มดังกล่าวเหลือเงินเพื่อการบริโภคหลังจากหักการชำระหนี้เพียงราว 1 ใน 4 ของรายได้เท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รายได้ยิ่งน้อยยิ่งมีโอกาสที่จะเป็นกลุ่มเปราะบาง และโอกาสจะเพิ่มขึ้นหากเป็นครัวเรือนพึ่งพารายได้จากการทำการเกษตร รายได้ครัวเรือนทั้งจากการทำงาน การลงทุน และรายได้อื่นๆ เป็นปัจจัยสำคัญในการบ่งชี้โอกาสในการเป็นกลุ่มเปราะบาง หรือการมี DSR สูงเป็น 15% แรก&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การมีรถและบ้านที่แพงเกินไปเพิ่มโอกาสการเป็นกลุ่มเปราะบาง รวมไปถึงการใช้จ่ายท่องเที่ยว-บันเทิงต่อรายได้ที่สูง เพิ่มโอกาสการมีปัญหาหนี้สูง โดยเฉพาะสำหรับครัวเรือนรายได้น้อย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ EIC แนะให้คำแนะนำครัวเรือนสามารถปรับตัวเพื่อลดโอกาสในการประสบปัญหาภาระหนี้สูงได้ดังต่อไปนี้ 1.เพิ่มรายได้ แม้จะเป็นเรื่องที่ท้าทายในยุคปัจจุบันในช่วงที่มีโควิด-19 ระบาด แต่การเพิ่มรายได้เป็นสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุดในการสร้างความสามารถในการชำระหนี้ ควรพิจารณาอย่างรอบคอบถึงแนวโน้มธุรกิจและกลยุทธ์การบริหารสภาพคล่องในระยะข้างหน้า เพื่อลดความเสี่ยงในการประสบปัญหาในการชำระหนี้ 2.ลดรายจ่ายไม่จำเป็น เช่น การลดรายจ่ายด้านสันทนาการ หรือการชะลอการซื้อสินค้าที่ยังไม่มีความจำเป็น จะสามารถช่วยลดภาระหนี้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะรายจ่ายท่องเที่ยว-บันเทิงที่ถูกบ่งชี้จากผลการวิเคราะห์ว่ามีผลในการลดโอกาสการเป็นหนี้สูง โดยเฉพาะสำหรับครัวเรือนที่มีรายได้น้อย 3.เพิ่มสัดส่วนการเก็บออม ส่วนเกินที่เกิดจากการเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายควรนำมาสร้างกันชนทางการเงินเพื่อรองรับความไม่แน่นอนในระยะสั้น รวมถึงความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวผ่านการออม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มีส่วนในการช่วยลดโอกาสการเป็นครัวเรือนกลุ่มเปราะบางได้ดี.
ลลิตเทพ &amp;nbsp;ทรัพย์เมือง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85435</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ลลิตเทพ  ทรัพย์เมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60564</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประคองเงินหมุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงเวลานี้คงต้องยอมรับแล้วว่า โลกกำลังเผชิญกับศัตรูตัวจิ๋วที่ร้ายกาจที่สุดในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา เจ้าเชื้อโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือที่รู้จักกันในนามโควิด-19 ซึ่งได้แพร่ระบาดใหญ่ไปทั่วโลก นอกจากมันจะเป็นเชื้อมฤตยูนำความตายและความเจ็บป่วยมาให้แล้ว มันยังทำลายเศรษฐกิจโลกพังย่อยยับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คงไม่ต้องบอกแล้วว่าปี 2020 จะเป็นปีที่เลวร้ายขนาดไหน เพราะตอนที่ระบบเศรษฐกิจของโลกกำลังหยุดชะงัก ทุกประเทศต่างก็ตั้งกำแพงของตัวเองและตัดวงจรการเดินทางค้าขายของโลกจนแทบจะหมดสิ้น &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับประเทศไทยของเราเอง คงไม่ต้องบอกแล้วว่า จะบอบช้ำขนาดไหน เพราะบรรดาสำนักพยากรณ์เศรษฐกิจก็ลุยปรับประมาณการจีดีพีของไทยใหม่ ส่วนใหญ่มาในแนวติดลบทั้งสิ้น ไม่มี มากสุดถึง -2.4% ซึ่งต้องทำใจ เพราะสถานการณ์มันไม่เอื้ออำนวยจริงๆ ทั้งกลุ่มท่องเที่ยว, การบิน เรียกว่าแทบหมดหนทาง ขณะที่การส่งออก ถ้ากลุ่มอาหารและสินค้าจำเป็นก็คงยังขายได้ แต่กลุ่มที่เป็นของฟุ่มเฟือยก็น่าจะได้รับผลกระทบค่อนข้างหนักเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะบอกว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ไทยเราอาจจะเจอวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้ ปัญหาในตอนนี้สำคัญมาก เพราะในเชิงป้องกัน รัฐใช้นโยบายพยายามจำกัดการเดินทาง เคลื่อนย้าย และปิดที่ชุมนุม ที่มีคนเยอะๆ ซึ่งคำสั่งดังกล่าวมันกระทบกับธุรกิจเอสเอ็มอีจำนวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แน่นอน มาตรการดังกล่าวแม้จะเป็นแนวทางที่ต้องดำเนินการ แต่การที่รัฐบาลไม่นำเสนอมาตรการเยียวยาออกมา เพียงแต่ประกาศขอความร่วมมือ เกรงว่ามันจะไม่ได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพราะต้องเข้าใจ ทุกธุรกิจจะอยู่รอดมันต้องมีกระแสเงินสดหล่อเลี้ยง แต่การที่รัฐออกประกาศสั่งปิดธุรกิจชั่วคราว มันจะไปส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจทันที และจะส่งผลไปสู่การปลดพนักงาน ลูกจ้างได้ อย่าไปคิดว่าการประกาศปิดเพียงแค่ครึ่งเดือน จะไม่มีผลต่อธุรกิจ เพราะในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา เอกชนก็ได้รับความบอบช้ำมาพอสมควรแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างในกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว จากสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ระบุว่า ความเสียหายจากการระบาดของโควิด-19 นั้น จะอยู่ที่ราวๆ 1 ล้านล้านบาท และที่สำคัญตอนนี้ผู้ประกอบการซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นรายกลาง รายเล็ก ก็จะมีต้นทุนหนี้เงินกู้และค่าใช้จ่าย ค่าพนักงานที่ต้องแบก ซึ่งถ้ารับไม่ไหวก็จะต้องมีการปลดพนักงานออก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แน่นอน ถ้ารัฐบาลปล่อยให้มีการตกงานจำนวนมาก &amp;nbsp;มันจะกลายเป็นปัญหาสังคมที่ทับซ้อนกับปัญหาสาธารณสุขอีกทอด จะยิ่งแก้ยากเข้าไปใหญ่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยตอนนี้ในหลายๆ ประเทศ รัฐบาลกลางก็ใช้แนวทางในการแก้ปัญหา โดยยึดวิธีเว้นระยะทางสังคมเช่นเดียวกัน มีการปิดโรงเรียน ปิดสถานที่ที่รวมตัวคนเยอะๆเช่นเดียวกัน แต่ที่แตกต่างก็คือ รัฐบาลของประเทศเหล่านั้นประกาศชดเชยภาคธุรกิจอย่างเต็มที่ โดยมีการยอมจ่ายเงินเดือนแทนเอกชน หรือมีการให้เงินในการใช้ชีวิตประจำวัน ทำทุกวิธีทางไม่ให้คนว่างงาน ไม่ใช่เป็นการแจกเดือนละพันเหมือนอย่างรัฐบาลของเรา เพราะแจกแบบดังกล่าวไม่เกิดประโยชน์ใดๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เห็นแนวทางที่นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า นำเสนอมานั้น ถือว่าน่าสนใจ และรัฐบาลควรหยิบมาพิจารณา ซึ่งต้องโฟกัสในกลุ่มของธุรกิจที่ได้รับความเดือดร้อนและธุรกิจจะไปไม่ไหวจริงๆ ซึ่งสิ่งที่นายกรณ์นำเสนอ คือ 1.การประคองเงินหมุน อย่าให้ประชาชนขาดเงินสด &amp;nbsp;2.รัฐเตรียมกระสุนให้พร้อมได้ทันที จากงบไม่จำเป็น ไม่เร่งด่วน 3.ทุกกระทรวงปรับงบคืนมา 10% ได้ 3.3 แสนล้าน และ 4.จัดสรรเร่งด่วน 1.8 แสนล้าน ชดเชยรายได้คนไทย ฟื้นชีวิตธุรกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หน้าที่รัฐตอนนี้คือ ทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้คนตกงาน และธุรกิจขนาดเล็กอยู่รอดภายใต้วิกฤตินี้ หากไม่ทำแบบนี้ ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง จะกลายมาเป็นปัญหาที่กระทบจากปัญหาสาธารณสุขที่หนักอยู่แล้ว.
ลลิตเทพ &amp;nbsp;ทรัพย์เมือง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60564</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ลลิตเทพ  ทรัพย์เมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34649</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การเงินเพื่อเกษียณอายุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มหกรรมการเงิน หรืองาน &amp;#39;Money Expo&amp;#39; เผลอแว่บเดียวจัดมาถึงปีที่ 19 แล้ว ที่ผ่านมางานได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพราะนอกจากจะได้โปรโมชั่นพิเศษภายในงาน ที่สถาบันการเงินขนมามอบให้อย่างจุใจแล้ว แต่ประชาชนที่ไปร่วมงานก็ยังสามารถไปเก็บเกี่ยวความรู้จากเวทีเสวนาดีๆ ที่จัดกันตลอด 4 วันที่มีการจัดงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับงาน Money Expo 2019 จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 16-19 พ.ค.2562 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีแนวคิด &amp;quot;Digital Orchestra&amp;quot; เพื่อต้อนรับการมาถึงเทคโนโลยีการเงินสมัยใหม่ และการมาถึงของเทคโนโลยี 5G และอินเทอร์เน็ตสรรพสิ่ง (IOT) ที่จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง &amp;quot;ในโลกการเงิน&amp;quot; ทำให้การจัดงานในปีนี้จึงให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีมากเป็นพิเศษ จึงได้เพิ่มโซนพิเศษ คือ โซน Startup Business Matching ที่จะเป็นโซนที่จะสร้างอีโคซิสเต็ม ที่จะสนับสนุนการต่อยอดธุรกิจของผู้ประกอบการ Startup ของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ นางสาวภาคนี วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานจัดงานร่วมของงาน Money Expo ระบุว่า การเพิ่มโซนพิเศษนี้ จะเป็นการสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพในประเทศไทย โดยในพื้นที่จะมีหน่วยงานมาร่วมทั้ง GSB Start up Business Matching ของธนาคารออมสิน, digital ventures ของธนาคารไทยพาณิชย์ และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) โดยจะมีสตาร์ทอัพที่ถูกคัดเลือกกว่า 20 บริษัท มาร่วมออกบูธ ซึ่งผู้เข้าชมงานสามารถติดต่อใช้บริการ หรือร่วมลงทุนในสตาร์ทอัพได้ นอกจากนั้นยังมีเวทีสัมมนาที่มี Speaker ชื่อดังมาให้ความรู้ทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ตลอดจนกูรูด้านการทำธุรกิจ Startup มาร่วมพูดคุยแบ่งปันประสบการณ์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีโซน Good Living for Aging Society ที่ปีนี้จะทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม บนพื้นที่ 2,000 ตารางเมตร ซึ่งจะมาในแนวคิด Together Longer ซึ่งมีที่มาจากความสัมพันธ์ในครอบครัว โดยสมาชิกทุกคนต่างดูแลกันเพื่อให้มีชีวิตที่ดีไปจนวัยเกษียณ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยนางสาวภาคนีกล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบในปี 2564 นี้ ซึ่งหมายความว่า มีผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี เป็นจำนวน 20% ของประเทศ ซึ่งสิ่งที่น่าเป็นห่วง ก็คือ ในปัจจุบันคนไทยที่มีการเตรียมความพร้อม สำหรับการเกษียณอายุเพียงไม่ถึง 20% เหลืออีก 80% จึงน่ากังวลว่า ชีวิตหลังเกษียณอาจจะมีปัญหาในการดำรงชีวิต เมื่อเข้าถึงวัยหลังการทำงานได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น ในงาน Money Expo เราจึงพยายามที่จะนำเสนอสิ่งที่จะช่วยให้กลุ่มคนทุกวัยได้เรียนรู้และวางแผนรับมือการเกษียณอายุได้อย่างมีคุณภาพ โดยความสำคัญของความสำคัญ 3 เรื่อง 1.การวางแผนทางการเงิน ซึ่งในกลุ่มนี้ จะมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินสำหรับกลุ่มคนวัยทำงาน และคนที่จะเกษียณอายุ อาทิเช่น ประกันบำนาญ, Reverse mortgage : สินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ,&amp;nbsp; เงินฝากผู้สูงอายุ และกองทุนผู้สูงอายุ เพื่อสนับสนุนการวางแผนการเงินระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องที่ 2 คือ การเตรียมความพร้อมเรื่องสุขภาพ ในโซนนี้จะมีการนำเสนอองค์ความรู้ที่จะช่วยการดูแลสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นอาหารสุขภาพ ศาสตร์ชะลอวัย และการดูแลตัวเอง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านที่ 3 เรื่องที่อยู่อาศัย ซึ่งในงานจะมีโครงการสำหรับผู้เกษียณอายุมานำเสนอ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้สูงอายุ โดยจะมีผู้ประกอบการอสังหาฯ และโรงพยาบาลมานำเสนอที่อยู่อาศัยเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับกลุ่มคนสูงวัย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;โซนนี้เราไม่ได้จัดขึ้นเพื่อผู้สูงอายุเพียงกลุ่มเดียว แต่เราจับกลุ่มคนทำงานด้วย ภายในโซนจะมีบริการตั้งแต่ให้คำปรึกษาเรื่องการวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณ การวางแผนชีวิตก่อนเกษียณและหลังเกษียณ&amp;quot; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โซนใหม่จะมาเติมเต็ม ทำให้ภาพของงาน Money Expo มีความหลากหลายและครบครันมากขึ้น เมื่อมารวมกับ 6 โซนที่มีอยู่ เชื่อว่าจะทำให้มีผู้มาร่วมงานไม่ต่ำกว่า 900,000 ราย และมียอดทำธุรกรรมไม่ต่ำกว่า 93,000 ล้านบาท.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34649</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, การเงินเพื่อเกษียณอายุ, ลลิตเทพ  ทรัพย์เมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28977</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/02/2019 21:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/02/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เมื่อหุ่นยนต์จะแย่งงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากเราได้ดูภาพยนตร์ไซไฟ ในโลกอนาคตจะเห็นว่า หุ่นยนต์นั้นได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวัน โดยหุ่นยนต์จะมาทำหน้าที่ทั้งพี่เลี้ยง แม่บ้าน นักรบ ทหาร และอื่นๆ อีกมากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้ว่าเรื่องราวในภาพยนตร์จะเป็นแค่จินตนาการ แต่ก็มีเค้าโครงจะเป็นความจริงในไม่ช้านี้ เพราะตอนนี้เทคโนโลยีโรโบติก เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และก็เริ่มเห็นหลายธุรกิจได้นำหุ่นยนต์และเครื่องจักรมาช่วยในการทำงานบ้างแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างในประเทศไทย ก็เริ่มเห็นวงการธนาคาร ที่มีการเปิดสาขาดิจิทัลเต็มรูปแบบ ที่ให้บริการโดยเครื่องจักร ตู้ดิจิทัลคีออส ซึ่งแทบจะไม่มีพนักงานในสาขาเลย หรืออย่างล่าสุด บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ก็ได้นำร่องด้วยการเปิดตัวช็อปรูปแบบใหม่ AIS DigitALL Shop ด้วยแนวคิด &amp;quot;The Unmanned Store&amp;quot; โดยไม่มีเคาน์เตอร์บริการ แต่มีหุ่นยนต์ และตู้คีออสให้บริการ ซึ่งสาขารูปแบบใหม่ลดจำนวนพนักงานจากสาขาปกติไปกว่าครึ่ง ซึ่งเพิ่งเปิดสาขาแรกในประเทศไทยที่เซ็นทรัล ฟอเรสซ่า ภูเก็ต และก็มีแนวคิดจะขยายสาขาในรูปแบบนี้ไปอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งประเด็นนี้กำลังกลายเป็นเทรนด์ที่มีการพูดถึงในวงกว้างของโลก โดยเฉพาะในแวดวงธุรกิจว่า ตกลงแล้วในอนาคตหุ่นยนต์จะมาแย่งงานมนุษย์จริงๆ หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากวิเคราะห์ในตอนนี้ การลงทุนในด้านเครื่องจักรและหุ่นยนต์ หากมองในระยะยาวแล้วจะพบว่าสามารถทดแทนแรงงานคนได้จริง และทำงานได้อย่างแข็งขัน ทำได้ 7 วันแบบไม่มีบ่น ซึ่งในขณะนี้ตัวเทคโนโลยีเหล่านี้ก็มีราคาถูกลงเรื่อย โดยในปัจจุบันมีการผลิตหุ่นยนต์มาเพื่อทำงานเป็นการเฉพาะในงานนั้นๆ ซึ่งก็ยังไม่กระทบต่อการใช้แรงงานคนมากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ในอนาคตหากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทั้งคอมพิวเตอร์ งานวิจัยเกี่ยวกับ Artificial Intelligence ถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการแข่งขันกันระหว่างบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้ง Google, Facebook และ Amazon ไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้นี้มนุษย์อาจจะสามารถสร้างนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาได้สำเร็จ นั่นคือ Artificial General Intelligence (AIG) หรือหุ่นยนต์ที่มีความตระหนักนึกคิดได้ในระดับเดียวกับมนุษย์ และพร้อมที่จะพัฒนาความฉลาดของตัวเองขึ้นอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าเดินทางมาถึงจุดนั้น มนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ จะใช้ชีวิตกันอย่างไร โดยเฉพาะในตลาดแรงงาน จะถูกหุ่นยนต์แย่งงานไปจริงหรือไม่??&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งแน่นอนเทคโนโลยีที่ว่านี้คงยังไม่เห็นกันภายใน 5-10 ปีนี้ แต่ในอีก 10-20 ปีข้างหน้านั้นไม่แน่ ดังนั้นผู้ที่อยู่ในตลาดแรงงาน ทุกอาชีพ จะต้องคิดและมองหาลู่ทางสำหรับตัวเองไว้&amp;nbsp; โดยเคยมีการศึกษาระบุว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า ตำแหน่งงาน หรืออาชีพในปัจจุบันจะหายไปกว่า 5 ล้านตำแหน่ง โดยจะถูกแทนที่ด้วยโรโบติก เอไอ บล็อกเชน และไอโอที &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และถามว่าหากมนุษย์เราถูกเครื่องจักรแย่งงานไปจะทำอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ในไม่ช้าก็เร็วมันต้องเกิดขึ้นในที่สุด ดังนั้นสิ่งที่ มนุษย์ทุกคนควรทำ คือ การเรียนรู้และสร้างทักษะใหม่ๆ เพื่อใช้ในการประกอบอาชีพในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มนุษย์ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ที่ปรับตัวได้เก่ง ก็คงจะไม่สิ้นท่าไป เมื่อเจอการเข้ามาของเทคโนโลยี เพราะคนเป็นผู้สร้าง และเป็นผู้กำกับการใช้งาน ดังนั้นสิ่งที่เราควรจะมีก็คือ การโยนงานที่ซ้ำซาก น่าเบื่อ ให้เครื่องจักรเป็นคนทำ สร้างมนุษย์ก็ควรจะต้องเพิ่มเติมความรู้อยู่ตลอด อย่ามัวอยู่นิ่งเฉย หากเราไม่ปรับตัว ก็จะกลายเป็นคนที่ถูกกลืนในยุคที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วแบบนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในอนาคตแม้ตำแหน่งงานรูปแบบเดิมๆ จะหายไป แต่รูปแบบของอาชีพใหม่ก็จะเกิดมาแทนที่ ฉะนั้นทุกคนยังมีโอกาส เพียงแต่จะต้องสู้และเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาต่างหาก.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28977</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ลลิตเทพ  ทรัพย์เมือง, เมื่อหุ่นยนต์จะแย่งงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24710</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แก้ไขวิธีประมูลคลื่น5G</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรียกเสียงฮือฮาให้กับคนในแวดวงโทรคมนาคม ไม่ใช่น้อย สำหรับคำพูดของ พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ โฆษกพรรคภูมิใจไทย ที่ระบุว่าจะแก้ไขกฎหมายการจัดสรรคลื่นความถี่ 5G อย่างเร่งด่วนให้สำเร็จก่อนปี พ.ศ.2562 เพราะเล็งเห็นแล้วว่า หากยังมีการประมูลคลื่นในรูปแบบเดิมที่จะทำให้ราคาคลื่น 5G สูงมากแบบไร้เหตุผลในการทำธุรกิจ และจะทำให้ไม่มีผู้ประกอบการรายใดเข้าร่วมประมูล 5G เลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเรื่องนี้จะกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศในทันที เปรียบเทียบให้เห็นภาพ ในตอนที่เราติดขัด ไม่มีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ทำให้ไม่มีผู้มาทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ จนทำให้ประเทศไทยเกือบจะเป็นประเทศท้ายๆ ของโลกที่มี 3G ใช้ ซึ่งต้องยอมรับว่าตอนนั้นไทยเสียโอกาสอย่างมากในเชิงการพัฒนาเศรษฐกิจยุคดิจิทัล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และดูเหมือนว่าลูปเดิมๆ จะกลับวนมาอีก ในยุคของโทรศัพท์มือถือ 5จี แต่คราวนี้ปัญหาไม่ได้เกิดจากคนจัดประมูล และเป็นเรื่องวิธีการประมูลคลื่น ซึ่งปัจจุบันไปเน้นการกำหนดราคาเริ่มต้นที่สูงเกินจริง รวมถึงการซอยคลื่นยิบย่อย แบ่งเป็นหลายใบอนุญาต เพื่อหารายได้ให้เยอะๆ ซึ่งในยุคที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) ไม่ค่อยมีคลื่นให้บริการ วิธีการนี้มันเวิร์ก เพราะดีมานด์มาก ซัพพลายน้อย ตามหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน แต่มาในยุคหลังๆ โดยเฉพาะในปี 2561 นี้ ซึ่งโอเปอเรเตอร์มีคลื่นที่อยู่ในมือเกินระดับ 100MHz ก็มักจะไม่ค่อยสนใจในการประมูลแล้ว &amp;nbsp;เพราะราคาที่มันแพงมาก และความต้องการใช้มันลดลง สุดท้ายคลื่นที่เตรียมไว้ประมูลก็เหลือ สูญเสียโอกาส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แน่นอนคนในวงการโทรคมนาคม ก็เริ่มตระหนักกันแล้วว่าจะให้ตั้งราคาประมูลเริ่มต้นแบบหฤโหด ใครที่ไหนจะยอมเอาเงินไปถมกับใบอนุญาต ซึ่งเอาจริงๆ ตอนนี้แต่ละค่ายก็แบบค่าใบอนุญาตกันไปแตะ 100,000 ล้านกันทั้งนั้น ถ้า 5G มาในราคาแพงอีก ไม่มีโอเปอเรเตอร์เจ้าไหน กล้าที่จะทุ่มอีก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน เนื่องจากเทคโนโลยี 5G มันไม่ได้ถูกออกแบบสำหรับการใช้งานด้านเสียง หรืออินเทอร์เน็ตอย่างเดียว &amp;nbsp;แต่มันถูกพัฒนาเพื่อใช้กับการเชื่อมต่อของอุปกรณ์อัจฉริยะทุกชนิด หรือที่เรียกกันว่าเป็นอุปกรณ์ IOT ที่มันจะเกี่ยวข้องไปกับทุกอุตสาหกรรม และการบริหารงานต่างๆ ของมนุษย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น คลื่นที่ให้บริการจะต้องมีช่วงคลื่นที่ใหญ่มาก ขณะเดียวกัน โอเปอเรเตอร์เองก็จะต้องลงทุนในการสร้างโครงข่ายที่ละเอียดและถี่ขึ้น ซึ่งเป็นการลงทุนที่มหาศาลมาก &amp;nbsp;หากราคาคลื่นมีราคาแพง ก็จะไปกระทบกับการลงทุนขยายโครงข่าย และบางทีมันอาจเลวร้าย ถึงขนาดที่ทำให้ 5G อาจไม่เกิดขึ้นในไทยก็ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างที่ &amp;#39;พ.อ.เศรษฐพงค์&amp;#39; ได้ย้ำชัด และค่อนข้างเห็นด้วย ก็คือประเทศไทยมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแก้ไขกฎหมายการจัดสรรคลื่นความถี่ 5G อย่างเร่งด่วนให้สำเร็จก่อนปี พ.ศ.2562 ซึ่งประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้มีการเริ่มขยายโครงข่ายระบบ 5G กันแล้ว ซึ่งอาจจะทำให้ประเทศไทยตกขบวน และไม่สามารถนำพาประเทศไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ได้ เนื่องจากหากยังมีการประมูลคลื่นในรูปแบบเดิมที่จะทำให้ราคาคลื่น 5G สูงมากแบบไร้เหตุผลในการทำธุรกิจ และจะทำให้ไม่มีผู้ประกอบการรายใดเข้าร่วมประมูล 5G เลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งต้องยอมรับว่า ไทยคงหนีโลกาภิวัฒน์ไม่พ้น และก็คงไม่หลีกเลี่ยงการพัฒนาทางด้านดิจิทัลได้ ดังนั้นหากที่จะรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การพัฒนาทางด้านดิจิทัลก็จะต้องมีความก้าวหน้า และเรื่องของคลื่นโทรคมนาคม ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญมากของประเทศ หากรากฐานสะดุด การพัฒนาก็สะดุดไปด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อันที่จริงจากที่ติดตามทุกพรรคการเมือง ก็มีนโยบายในการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลกันทุกพรรค ซึ่งคนทำงานและวางนโยบายต้องลงมาดูการแก้ไขในส่วนนี้ เพราะหากปล่อยไว้ เชื่อว่ามันจะเกิดปัญหาซ้ำรอยในอดีต ที่ทำให้เราหยุดการพัฒนาทางด้านดิจิทัลไป จนสุดท้ายก็เสียโอกาส และไล่ตามประเทศอื่นๆ เขาไม่ทัน อย่างเรื่อง 5G หลายประเทศในโลกก็มีการเตรียมการจะพัฒนานำร่องกันไปแล้ว และไทยเราก็ไม่ควรจะเสียโอกาสในครั้งนี้อีก.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลลิตเทพ &amp;nbsp;ทรัพย์เมือง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24710</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ, ลลิตเทพ  ทรัพย์เมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
